รีวิว Aprilia RSV4 1100 Factory 217 แรงม้า เบากว่าที่เคย รุนแรงกว่าที่ผ่านมา ติดปีกคาร์บอนพร้อมบิน

ถ้าใครได้เคยดูคลิปวิดีโอเปิดตัวรถ Aprilia RSV4 1100 Factory ที่มียอดนักบิดวัยเก๋า น้าแมกซ์ เบียงยี่ (Max Biaggi) ทดสอบที่สนาม Imola Circuit เห็นแล้วบอกได้เลยว่ามีอาการ “มือสั่น” ไม่ได้เป็นโรคพาร์กินสันนะ แต่ครั่นเนื้อครั่นตัวอยากจะลองลั่นรถสปอร์ตระดับ 217 แรงม้า ค่ายนี้ดูสักครั้ง หลังจากเทสไรเดอร์ได้ดูคลิปผ่านไปอีกนานหลายเดือนก็ไม่คิดว่าทางบริษัท เวสปิอาริโอ ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถ Aprilia จะนำเข้ามาโชว์ในงานมอเตอร์โชว์เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พร้อมเปิดราคาและรับจองรถในทันที

มีโอกาสได้เห็นตัวรถจริงๆในงานมอเตอร์โชว์ถึงกับอุทานว่า “โคตรดุ” ด้วยโทนสีดำด้านที่เรียกว่าสี Atomico 6 ทั้งคัน พร้อมของแต่งติดตัวมาแต่เกิดระดับไฮเลเวล แถมมี Winglet Carbon (ปีกคาร์บอน) เพิ่มประสิทธิภาพและระดับความโหดทันเทรนด์ MotoGP
และล่าสุดทาง เวสปิอาริโอ ส่งเทียบเชิญ MotoWish ร่วมลงทดสอบ Aprilia RSV4 1100 Factory 2019 ณ สนามพีระ เซอร์กิต พัทยา จ.ชลบุรี เทสไรเดอร์ไม่ได้ขี่รถแบรนด์นี้มานานกว่า 10 ปีแล้ว ครั้งสุดท้ายที่ได้ขี่และเป็นรถรุ่นหนึ่งที่ชื่นชอบและจำได้ไม่ลืมคือรุ่น RS125 โมเดลปี 2004-2005 ตัวจี๊ดประจำสนาม สมัยนั้นก็จำได้ว่านอนเข้าโค้งได้เหมือนกันนะ เล่ามาเยอะแล้วไปดูตัวใหม่ล่าสุดกันดีกว่า

พื้นฐานการออกแบบ
ย้อนประวัติศาสตร์รหัสร้อน RSV4 สั้นๆกันสักนิดหน่อยเป็นความรู้เผื่อไว้คุยกับคนอื่น รหัส RSV4 เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2008 ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ และเริ่มลงสู่สนามแข่งขันรายการ SBK ในปี 2009 เพียงแค่หนึ่งปีให้หลังก็ได้เป็นแชมป์ประจำปี 2010 และถัดมาอีกสองครั้งในปี 2012 , 2014 ในคลาส Superbike World Championship เรียกได้ว่าเป็นรหัสสายสนามแต่กำเนิด
คันขวามือที่อยู่ในรูปภาพคือ RSV4 โมเดลปี 2017 เครื่องยนต์พิกัด 1000 cc. มีแรงม้า 201 ตัว ที่ 13,000 รอบต่อนาที ให้แรงบิดที่ 115 นิวตันเมตร ที่รอบเครื่องยนต์ 10,500 รอบต่อนาที

รูปลักษณ์ภายนอก
พูดถึงรถสัญชาติอิตาลีแบรนด์ Aprilia – อาพริเลีย ยังคงมีกลิ่นอายเส้นสายการออกแบบโค้งมนจากดั่งเดิม ผสมผสานแนวการออกแบบยุคใหม่เข้าไปเพื่อให้รูปทรงมีเอกลักษณ์เฉพาะทาง ตามแบบฉบับของตัวเอง คนที่ซื้อรถแบรนด์นี้จึงเป็นคนประเภท “ต้องการความแตกต่าง ไม่ตามกระแส และอินดี้มีสไตล์” ส่วนตัวชอบสีของเฟรมและสวิงอาร์มแบบนี้นะ เวลาล้างรถเช็คสอาดๆเงาแว๊บบบดีแท้
ที่จริง MotoWish ก็เคยได้ทำพรีวิวรถ Arpilia RSV4 Factory SBK Special Limited Edition Year 2013 ให้เพื่อนๆได้ชมกันไปแล้วบนเว็บไซต์เมื่อกลางปี 2015 โดยเป็นรถที่ผลิตเพียง 200 คัน ทั่วโลกเท่านั้น ในประเทศไทยสมัยนั้นก็ถือว่าสุดปลายเท้าเช่นกัน

ผมพร้อมบินนะ…พี่ไหวเหร๋อ!! หน้าตาดูโหดฮาร์ดคอร์ขึ้นมาในทันทีเมื่อมี Winglet Carbon (ปีกคาร์บอน) ถอดแบบมาจาก Aprilia RS-GP ไฟหน้าของรถจะดีมากถ้าให้เป็นแบบ Full LED Daylight ระยะความกว้างของปีกคาร์บอนของจริงจะยื่นออกจากตัวรถถึงประมาณ ครึ่งหนึ่งของปลอกแฮนด์
จั่วหัวรีวิวไปว่า “ติดปีกพร้อมบิน” ให้เข้ากับภาพปกรีวิวแต่แท้ที่จริงแล้ว ปีกคาร์บอน ที่ติดอยู่ด้านข้างตัวรถนั้นทางอาพีเรียเคลมข้อมูลว่า สามารถเพิ่มแรงกดอากาศ Downforceให้ช่วงหน้าของรถได้ถึง 8 กิโลกรัม ที่ความเร็วสูง เพื่อลดอาการล้อหน้าลอยจากพื้นได้ดีขึ้น ลดอาการส่ายของตัวรถและเพิ่มความเสถียรให้นิ่งสนิท อาจจะมีบางคนหัวหมอคิดว่า เห้ยย ผมกินจุเพิ่มน้ำหนักตัวเองอีก 8 กิโลก็ได้นะ!! อืมมม แรงกระทำจากปีกที่ติดบอดี้ของรถมันไม่เหมือนแรงกดจากน้ำหนักตัวคนนะ

ถอดแฟร์ริ่งมาดูการยึดปีกคาร์บอนกันสักนิสสส หยอกๆไม่ได้ถอดน๊ะ!!! ด้านในเห็นน็อตยึดล็อคแน่นสนิทไม่ปลิดปลิวแม้ความเร็วระดับ 320 กม./ชม. ที่รู้ว่าไม่ปลิวเพราะน้าแมกซ์แกเทสมาแล้ววว 555+
เผื่อถ้าเกิดมีใครขับรถมาเฉียวหรือกระแทกเจ้า Winglet Carbon หรือพลาดท่าไปหวันมา ให้รู้ไว้เลยว่าราคาเบิกใหม่จากศูนย์ประมาณ 1,400 USD/คู่ (ประมาณ 49,000 บาท ที่อัตราแลกเปลี่ยน 1 USD ต่อ 35 บาท) โดยราคานี้พร้อมบริการติดตั้ง

มุมมองบนด้านหน้าและด้านท้ายรถ (ตูดเล็กม๊วกก) เทสไรเดอร์ชอบลายเส้นสองเส้นบนถังน้ำมันและด้านหลังออกแบบได้รับกันดี ความจุน้ำมันเชื้อเพลิงรุ่นนี้ 18.5 ลิตร (รวมน้ำมันสำรองแล้วอีก 4 ลิตร)

เครื่องยนต์
เครื่องยนต์ของ Aprilia RSV4 1100 Factory เป็นแบบ V4 วางมุม 65 องศา ขนาด 1,078 cc. มีแรงม้า 217 ตัว (เพิ่มจากเดิม +16 ตัว) ที่ 13,200 รอบต่อนาที (รอบสูงสุดที่ 13,800 ±100 rpm) ให้แรงบิดที่ 122 นิวตันเมตร ที่รอบเครื่องยนต์ 11,000 รอบต่อนาที ระบายความร้อนด้วยน้ำ ชุดเกียร์แบบ 6 สปีด พร้อมอัพเกรดชิ้นส่วนบางตัวเป็นไทเทเนี่ยมเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดของเครื่องยนต์

- ลูกสูบแบบใหม่ ขยายขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางจากเดิม 78 มม. เป็นขนาด 81 มม. พร้อมออกแบบหัวลูกสูบใหม่เพื่อให้ได้กำลังอัดเท่ากับ 13.6 : 1
- Map ECU เฉพาะสำหรับ Magneti Marelli 7SM เพื่อรอบเครื่องยนต์สูงสุด 13,800 รอบต่อนาที
- ระบบการฉีดน้ำมันแบบ “Dual Jet” เพื่อระบายความร้อนของลูกสูบ
- ปั้มน้ำมันแรงดันสูงเพื่อเพิ่มปริมาตรการไหลเวียนของน้ำมันหล่อลื่น
- ออกแบบการควบคุมจังหวะการทำงานวาลว์ไอดีใหม่
- ตัวรถปี 2017 เกียร์ 2 , 5 รอบเครื่องยนต์ช่วง 5,500 รอบ จะไม่ค่อยสมูท ซึ่งตัวล่าสุดปรับปรุงใหม่ให้มีแรงบิดเพิ่มมากขึ้น จากการปรับชุดเฟืองเกียร์ให้มีรอบต่อเนื่องมากกว่าตัวเก่า
- ปรับปรุงเรือนลิ้นเร่งใหม่ ช่วยลดแรงเสียดทานอากาศพร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนของอากาศ รวมทั้งปรับขนาดให้เล็กลงกว่าเดิม
- อัตราทด สเตอร์หน้า 16 ฟัน สเตอร์หลัง 41 ฟัน

ระบบกันสะเทือน
ระบบกันสะเทือนด้านหน้า สายสนามรู้จักกันดี Ohlins NIX แบบ USD ขนาด 43 มิลลิเมตร มีระยะยุบตัวที่ 120 มิลลิเมตร แกนโช้คเคลือบสารเพิ่มความลื่นและลดการสึกหรอ

หัวโช้คด้านซ้าย : ปรับตั้งค่า Compression , Preload
หัวโช้คด้านขวา : ปรับตั้งค่า Rebound , Preload
ระบบกันสะเทือนด้านหลัง Ohlins TTX ปรับตั้งค่าได้เต็มระบบพร้อมจบทุกปัญหาการเข้าโค้ง โดยมีระยะยุบตัวที่ 62 มิลลิเมตร ติดตั้งอยู่บนสวิงอาร์มคู่แบบอลูมิเนียม
ที่เด็ดของ RSV4 ที่ไม่ค่อยเหมือนใครคือรถสามารถปรับ องศาคอรถ (Steering rake) ได้ โดยปกติจะอยู่ที่ 26.5° องศา เทสไรเดอร์คิดว่าถ้าไม่ใช่สนามแบบขึ้นเขาลงเขาเยอะๆ และคนขี่ระดับเทพ พร้อมทีมงานเซ็ตติ้งระดับเทพ แนะนำว่าอยู่เฉยๆอย่าไปซนขันคอเล่นนะจ๊ะ!!

ระบบเบรก
ปั้มเบรกบน Brembo คาลิปเปอร์ล่างแบบเรเดียล Brembo Stylema ชิ้นเดียว 4 ลูกสูบ ขนาด 30 มิลลิเมตร ประกบจานดิสก์เบรกแบบ Floating ขนาด 330 มิลลิเมตร จัดสายถักมาให้พร้อมระบบเบรก ABS Bosch เวอร์ชั่น 9.1 สามารถปรับตั้งค่าได้ 3 ระดับ *สังเกตปลายโช้คมีโลโก้ V4 ติดอยู่ด้วย

คาลิปเปอร์หลัง Brembo 2 ลูกสูบ ขนาด 32 มิลลิเมตร ประกบจานดิสก์เบรกแบบ ขนาด 220 มิลลิเมตร พร้อมระบบเบรก ABS เช่นกัน ทุกครั้งที่ปิดการใช้ระบบ ABS หากผู้ขับขี่ดับเครื่องยนต์และสตาร์ทใหม่ ระบบ ABS ก็จะเปิดการใช้งานโดยอัตโนมัติทุกครั้ง
ท่อไอเสียฉายาแมงป่อง Akrapovic Titanium Full System มองด้านข้างอาจจะดูใหญ่ไปสักเล็กน้อย แต่เพื่อการผ่านมาตราฐาน Euro4 แต่มองมุมด้านหลังจะเพรียวๆเลยนะ

ล้อและยางติดรถ
ล้อ Forged 10 ก้าน ล้อหน้าขนาด 3.50 x 17″ ล้อหลังขนาด 6.00 x 17″ ยางเดิมติดรถจะเป็นยี่ห้อ Pirelli รุ่น Diablo Supercorsa ยางหน้าขนาด 120/70/ZR17 (58W) ยางหลังขนาด 190/55/ZR17 (75W)
แต่ในครั้งนี้เป็นการทดสอบรถในงาน “Burn Rubber Riding Academy & Track Days” ซึ่งยางที่เป็นสปอนเซอร์ในรายการคือ Michelin โดยทางมิชลินจัดยาง Power Slick สวมใส่ให้ได้ทดสอบกัน

ระบบอิเล็คทรอนิกส์
หน้าจอดิจิตอลแบบสี TFT ขนาด 4.3” เลือกโหมดปรับได้แบบ Day , Night เพื่อความชัดเจนเวลากลางวันและกลางคืน แถบไฟด้านบนเปรียบเสมือน Shift Light เตือนเปลื่ยนเกียร์ ระบบไฟแจ้งเตือนครบครันละลานตาแนะนำอ่านเพิ่มเติมในแมนนวลจะเข้าใจง่ายกว่า เพราะถ้าเขียนนี้ย๊าวววว…
การปรับโหมดการขับขี่ หลังจากสตาร์ทเครื่องยนต์ประมาณ 5 วินาที ถึงจะปรับโหมดได้ ไม่จำเป็นต้องดับเครื่องยนต์ก็สามารถปรับโหมดการขับขี่ต่างๆได้ หากหน้าจอขึ้นแถบสีแดง SERVICE รถจะมีอาการเร่งเครื่องไม่ได้ รอบจะถูกล็อคอยู่ที่ไม่เกิน 3,000 รอบต่อนาที เพื่อความปลอดภัย

หน้าจอ Road Mode
แถบแสดงผลด้านบนแสดงรอบเครื่องยนต์ เรดไลน์เริ่มแตะที่ 14,000 รอบต่อนาที ตัวเลขแสดงความเร็วใหญ่ชัดเจน ถัดไปตัวเลขเล็กๆเป็นความเร็วในโหมด Pit Lane ด้านขวาของจอเป็นตัวเลขบอกตำแหน่งเกียร์ ถัดมาด้านล่างที่เห็นเป็นครึ่งวงกลมบอก องศาการเอียงของตัวรถ แรงกดเบรค และการเปิดคันเร่ง
เลือกโหมดการขับขี่ได้ทั้งหมด 3 โหมด คือ
SPORT – คันเร่งให้การตอบสนองได้ไวมากข้ึนและมี Engine brake เพิ่มขึ้น เหมาะสำหรับการใช้งานบนท้องถนน
TRACK – เครื่องยนต์ปล่อยกําลังสูงสุดโดยมี Engine Brake เล็กน้อย เหมาะสำหรับมือใหม่ลงสนามแข่ง
RACE – Engine brake จะลดลงในรอบเครื่อยนต์ช่วงกลางถึงสูงสุด เหมาะสำหรับใช้ในการแข่งขัน

ส่วนในช่องแถบสีฟ้าจะแสดงผลการปรับตั้งค่า MENU ของระบบต่างๆ เช่น
- APRC (Aprilia Performance Ride Control) ระบบที่ช่วยให้ผู้ขับขี่ปรับตั้งค่าได้ตามต้องการ
- ATC (Aprilia Traction Control) ปรับตั้งค่าได้ละเอียดถึง 8 ระดับ
- AWC (Aprilia Wheelie Control) ปรับตั้งค่าการยกล้อได้ 3 ระดับ (หากเปิดใช้ระบบนี้ ล้อหน้าจะลอยจากพื้นได้แค่ 25 องศา)
- ALC (Aprilia Lauch Control) ระบบช่วยเร่งความเร็วในการออกตัวแบบนักแข่ง
- ACC (Aprilia Cruise Control) ระบบล็อคความเร็วเวลาออกทริป ระบบจะเริ่มทำงานที่เกียร์ 3 ขึ้นไป
- APL (Aprilia Pit Limiter) ระบบจำกัดความเร็วในพิท หรือที่เรียกกันสั้นๆว่าโหมด Pit Lane สามารถตั้งค่าเปิด–ปิด การใช้งานได้
- ทุกโหมดสามารถกำหนดค่า และปิดการใช้งานได้อย่างอิสระ ตามที่ระบบกำหนด

V4-MP (Multimedia Platform) ระบบควบคุมสมาร์ทโฟนเชื่อมต่อผ่านบูลทูธ 4.0 รุ่นใหม่ ข้อดีคือสามารถเชื่อมต่อได้ระยะเวลานานกว่ารุ่นเก่าอย่างรุ่น 3.0

รถสปอร์ตสมัยนี้ขาดไม่ได้กับระบบ AQS (Aprilia Quick Shift) เปลี่ยนเกียร์ได้โดยไม่ต้องกำคลัทช์หรือยกคันเร่ง *สังเกตุเหนือแกนน็อตที่ยึดเฟรมและสวิงอาร์มเอาไว้ RSV4 สามารถปรับระยะสวิงอาร์มควบคู่กับแผงคอ อย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น

TEST TEST
ความสูงจากพื้นถึงเบาะนั่งระยะ 851 มิลลิเมตร (R1M สูง 860 มม., Panigala V4 สูง 830 มม.) เทสไรเดอร์ความสูง 170 ซม. น้ำหนัก 62 กิโลกรัม ใส่รองเท้าบูทฝ่าเท้าแตะพื้นได้ครึ่งเท้า น้ำหนักตัวรถเปล่า 177 กิโลกรัม รวมของเหลว 199 กิโลกรัม โดยรุ่นเก่ามีน้ำหนัก 204 กิโลกรัม

การทดสอบรถ RSV4 1100 Factory ครั้งนี้ร่วมกับสื่อมวลชนชั้นนำของเมืองไทยหลายสำนัก โดยแบ่งการทดสอบออกเป็น 2 วัน เท่าๆกันคือ วันเสาร์ 1 รันๆละ 20 นาที วันอาทิตย์ 1 รันๆละ 20 นาที จะเก็บความรู้สึกจากตัวรถได้มากน้อยแค่ไหนไปติดตามกัน

Test : 1
สำหรับการทดสอบจะมีอดีตนักแข่งวัยเก๋า Mr.Fausto Ricci (ดูแกสูงอายุแต่บอกเลยว่านักแข่งระดับประเทศขี่แซงไม่ได้แล้วกัน) ขี่นำไลน์และบล็อคเซฟตี้ให้อีกที เพราะบางช่วงของการทดสอบอาจจะต้องไปอยู่ในคลาสของกลุ่ม Academy ที่มาลงเรียนขับขี่ของรายการ Burn Rubber Riding Academy & Track Days

เสียงเครื่องยนต์แบบ V4 ของ RSV4 ที่ผ่านท่อไอเสีย Akrapovic ดังแบบทุ้มๆนุ่มลึกในลำคอเหมือนนักร้องแนวบลูส์ อาจจะไม่ถูกใจวัยรุ่นสายลั่น แต่เสียงระดับนี้ขึ้นเขาเข้าได้ทุกอุทยานนะแจ๊ะ!! การเปลี่ยนเกียร์โดยใช้ระบบ Shift UP , Shift DOWN รอบเครื่องยนต์ต้องมากกว่า 3,000 รอบขี้นไป ความรู้สึกในการเตะเกียร์ นุ่มนวล ง่ายดาย สั่งได้ทุกจังหวะ

อย่าถามหาเบาะคนซ้อนนะ ดูจากในรูปนี้ตูดระดับนางงามจักรวาล เล็ก เรียว เพรียว สวยซะ สปอร์ตจริงไรจริง รอบแรกๆลองทำความคุ้นเคยกับโพซิชั่นของรถดูก่อน ฟิลลิ่งที่จับได้ในทันทีคือ รถให้ความรู้สึกเบา เลี้ยวพับเข้าโค้งได้ง่ายโดยไม่ต้องแต่งตัวอะไรมากมาย คันเร่งไฟฟ้า ให้ความรู้สึกละเมียดเบามือดีแท้
ผ่านพ้นการทดสอบในเวลา 20 นาที แทบจะเรียกได้ว่าเพิ่งปรับตัวและทดลองใช้โหมดต่างๆ เพื่อหาลิมิตของรถในแต่ละแบบ ซึ่งวันแรกในการทดสอบเป็นการใช้ TRACK Mode

Test : 2
มาทดสอบกันต่อในรันที่สองวันอาทิตย์ ลุ้นกันทุกชั่วโมงเพราะมีฝนตกลงมาปรอยๆ วันนี้เทสไรเดอร์ขอเปลี่ยนเป็น RACE Mode ซะหน่อยจะได้จัดให้แบบเต็มข้อมือเลย
การคอนโทรล
โพซิชั่นของรถ RSV4 คือ “รถแข่ง” ชัดๆ ตำแหน่งแฮนด์ที่ก้มหมอบ พักเท้าเดิมติดรถอยู่สูงชนิดที่ไม่ต้องแคร์พักเท้าแต่ง ช่วงถังน้ำมันเว้าโค้งล็อคกับต้นขาได้ดีเวลาเข้าโค้ง เบาะนั่งกระชับหนานุ่มหนืดพอเหมาะ

ทางอาพริเลียเคลมว่ารถ RSV4 1100 Factory คันนี้สามารถทำ Lean Angle ได้ถึง 61 องศา เทสไรเดอร์ก็ลองเช็คโค้ง C1 ของสนามพีระสักหน่อย ความรู้สึกในการเข้าโค้งรถมีความเบาจนน่าแปลกใจ และเข้าโค้งได้ง่ายมาก จังหวะช่วงที่ต้องแซงกลุ่ม Academy ช่วงสุดทางตรง กลั้นใจยกลึกจุ่มรถลงเขาเลยจุดเลี้ยวมาแล้ว ก็ยังสามารถแก้อาการและเลี้ยวได้คมกริบตามใจสั่ง จังหวะผลิกรถที่โค้ง S1 , S2 รวดเร็วและมั่นคง

การตอบสนองของเครื่องยนต์
จริงอยู่ว่าน้ำหนักตัวรถเฉียด 200 กิโลกรัม เมื่อเติมของเหลวและน้ำมันเชื้อเพลิงรวมเข้าไปแล้ว แต่ด้วยพละกำลังแรงม้าระดับ 217 ตัว ทำให้รถเบาแบบพร้อมจะบิน จังหวะออกจากโค้ง C10 ของสนามพีระ รอบเครื่องอยู่ประมาณ 5-6,000 รอบ/นาที เทสไรเดอร์กดคันเร่งเพื่อส่งรถไปยังโค้ง C11 แรงบิดของเครื่องยนต์สามารถทำให้ล้อหน้าลอยจากพื้นแทรคได้ในช่วงรอบเครื่องระดับกลางๆ รุนแรงจนต้องอมคันเร่งไว้ทีเดียว

ความเร็ว 0-200 กม./ชม. ใช้ระยะเวลาเพียง 7.5 วินาที ความเร็วสูงสุดที่เกียร์ 2 เทสไรเดอร์กดไป 182 กม./ชม. ใส่เกียร์ 3 ก็ทะลุไปสองร้อยกว่า บอกได้เลยว่าสูสีไม่แพ้รถอิตาลีค่ายแดงที่เพิ่งทำรีวิวไป อย่าถามหาท็อปสปีดนะคงต้องย้ายไปเทสสนามช้างเซอร์กิตแทน เครื่องยนต์ให้แรงบิดได้ต่อเนื่องรับกับชุดเกียร์ที่ปรับปรุงใหม่ ให้ความรู้สึกแรงตั้งแต่รอบต่ำๆยันสุดเรดไลน์

วันนี้ตั้งใจจัดเต็มข้อก็เลยปิดโหมด AWC (Wheelie Control) ระบบควมคุมการยกล้อ เพราะเมื่อวานระบบตัดล้อหน้าลอยที่ 25 องศา มันไม่เฟี้ยวถูกใจวัยรุ่น จังหวะขึ้นเขาที่โค้ง C2 สนามพีระ ถ้าคนขี่ใจถึงๆหน่อยกดเต็มคันเร่ง “ก็บินซิค๊าบบ”
เสียงท่อไอเสีย Akrapovic ติดรถไม่ค่อยดังมากนักทำให้รู้สึกเหมือนรถไม่เร็วมาก แต่จริงๆแล้วเร็วจนเผลอเกินลิมิตไปหลายจังหวะทีเดียว

ระบบเบรก
หลังจากบินขึ้นเขาพอล้อหน้าลงแตะพื้นก็ต้องรีบเบรกในทันที เพราะจะเหลือระยะเบรกก่อนถึงจุดเลี้ยวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น Brembo Stylema โชว์ความสามารถในการหยุดรถได้อย่างดีเยี่ยม ระยะเบรกสั้นกว่าที่คิดไว้ในหัวก่อนจะกดเบรกอีก สังเกตแกนโช้คหน้าระยะยุบเหลือแค่ประมาณ 1 นิ้ว

แต่ทีเด็ดของคาลิปเปอร์ Brembo Stylema จริงๆแล้วคือการเบรกในโค้งทั้งๆที่รถยังเลี้ยวเอนอยู่ มันเป็นความละเมียดของการเบรกขี้นไปอีกสเตปกว่าการเบรกแบบพื้นฐานทั่วไป พูดสั้นๆคือ เบรกสไตล์รถแข่ง นั้นเอง เบรกสั่งได้เข้าไปเกือบถึงกลางโค้ง อาจจะมีคนถาม อ้าวว…แล้วทำไมไม่เบรกให้เสร็จก่อนจะเลี้ยวละ อืมม…อันนั้นมันเป็นวิธีการเบรกแบบ Beginner

ระบบกันสะเทือนและช่วงล่าง
ในวันทดสอบตัวรถ RSV4 ได้ปรับเซ็ตค่าโช้คไว้ที่ระดับกลางๆ ตรงจุดนี้โค้ง S2 (ในรูป) พื้นผิวแทรคจะต่างระดับจนเป็นแอ่งกดคันเร่งลงเขามาเร็วๆแล้วเลี้ยว ถ้าช่วงล่างไม่ดีรถจะออกอาการส่ายเยอะมากแต่ถือว่า RSV4 รองรับการสะเทือนและช่วงยุบของผิวแทรคได้ในระดับดี แต่ช่วงที่เบรกหน้าหนักๆอาจจะนิ่มไปสักเล็กน้อย แต่ก็สามารถปรับเซ็ทค่าเพิ่มได้อีกเยอะเพื่อให้เข้ากับสไตล์ผู้ขับขี่
บางช่วงที่เทสไรเดอร์ลองเปิดคันเร่งแบบหนักหน่วงออกจากโค้ง รับรู้ได้เลยว่าช่วงล่างด้านหลังไม่ว่าจะเป็นสวิงอาร์มและโช้คอัพซัพแรงกระทำได้เป็นอย่างดี รู้สึกมั่นคงและทำให้คอนโทรลรถในไลน์ที่ต้องการได้อย่างใจสั่ง

ระบบอิเล็คทรอนิกส์
2 วัน กับการทดสอบ 2 รัน และมีแถมเพิ่มอีก 1 รัน บอกได้เลยว่าระบบอิเล็คทรอนิกส์ RSV4 มีมาให้ครบครันครอบคลุมนักขี่ทุกเลเวล ไม่ว่าจะเป็นสายถนน สายสนาม สายล่าถ้วยรางวัล การปรับตั้งค่าทำได้อย่างละเอียดยิบ เพิ่มลดได้ตามต้องการ “เรียกได้ว่าความสามารถของรถไปไกลเกินกว่าความสามารถของคนขี่อีก” ซึ่งก็เป็นข้อดีที่จะทำให้การขับขี่พัฒนาไปได้โดยที่ไม่ต้องเสียเงินเปลี่ยนรถใหม่บ่อยๆ
ยางติดรถ
เนื่องจากยางเดิมติดรถเป็นยี่ห้อ Pirelli รุ่น Diablo Supercorsa เทสไรเดอร์เคยได้ทำการทดสอบไปแล้วก่อนหน้านี้ในเว็บลองไปเสิร์ชหาอ่านกันดู เพราะยางที่ใส่เทส RSV4 เป็นยางมิชลินเลยขอข้ามเรื่องยางไปนะ

บทสรุป Aprilia RSV4 1100 Factory 2019
” รถสปอร์ตทุกอณูเต็มพิกัดจากสนามแข่งสู่ท้องถนน พร้อมวัสดุอุปกรณ์ติดรถเกรดพรีเมี่ยม และระบบอิเล็คทรอนิกส์ดีเยี่ยม ที่จะทำให้ผู้ครอบครองสนุกสุดมันส์ทุกครั้งที่ได้ลั่น“
ข้อดี
- การควบคุมรถให้ความรู้สึก เบา เลี้ยวเร็ว ออกจากโค้งได้ไว
- เครื่องยนต์มีความแรงถูกใจสายสปอร์ตมาก
- ระบบกันสะเทือนหน้าหลัง รวมทั้งกันสะบัดอยู่ในระดับดีเยี่ยม
- ระบบอิเล็กทรอนิกส์จัดมาให้แบบเต็มๆ ใช้ให้เป็นแล้วกัน รับประกันว่าสุด
ข้อแนะนำ
- ไฟหน้าดูล้าสมัยสู้คู่แข่งไม่ได้
- น่าจะมีลายเส้น สีแดงอมส้ม ตัดด้านข้างแฟรริ่งสักหน่อยไม่ให้ดูดำเลี่ยนจนเกินไป
- โหมด Race ไม่เหมาะสำหรับ “คนขี่มือไม่ถึง”
- ปุ่มปรับ Joystick ควรออกแบบฐานตัวจอยให้เป็นแบบ 4 แฉก เพื่อให้ใช้งานได้ง่ายกว่านี้
- ท่อไอเสียเสียงดังกว่านี้อีกสัก 3-4 เดซิเบล จะดีมากกกก
Aprilia RSV4 1100 Factory ราคา 1,449,000 บาท
- ราคาวางจำหน่าย ณ เดือนกรกฎาคม 2562
- ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามโปรโมชั่นตัวแทนจำหน่าย
- ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว
- ค้นหาตัวแทนจำหน่าย Aprilia เพิ่มที่นี่

MotoWish ขอขอบคุณ
บริษัท เวสปิอาริโอ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถ Aprilia , Moto Guzzi และเครื่องแต่งกายและอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยระดับโลก Alpinestars

Nitek Helmet 2 Power : หมวกเท่ๆสำหรับสายซิ่ง
146/2 ซ.ศูนย์วิจัย 14 ถ.ประดิษฐ์มนูธรรม แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10310 โทร. 081-823-0181 , 099-640-0592
> ผู้ทดสอบ : @Rider 69
Aprilia RSV4 1100 Factory
Source Cr.: Aprilia
อ่าน Reviews เพิ่มที่นี่
อ่านข่าว Aprilia เพิ่มที่นี่
เรื่องราว ข่าวสองล้อที่สาวกไบค์เกอร์ต้องรู้ที่
Website : motowish.com
Facebook : facebook.com/motowish